แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอกเซล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอกเซล แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

VBA สร้างฟังก์ชัน (function) หรือสูตรขึ้นมาใช้เองใน ไมโครซอฟท์เอ็กเซล

ห่างไปนานมาก... จนตอนนี้ผมอัปเกรดมาใช้ก excel 2013 แล้ว...
แรกสุดที่เคยจับเอ็กเซลคือ Excel 7 ที่มาพร้อมกับ windows 3.1 ...วันเวลาผ่านไปเร็วมาก ...อิอิ
มาเข้าเรื่องกัน....วันนี้มาอัปเดทบทความดีๆอีกสักเรื่อง..

เรื่อง..."การสร้างฟังก์ชัน หรือสูตรขึ้นมาใช้เอง ในไมโครซอฟท์ เอกเซล"



ทั่วไปเอ็กเซลจะมีสูตรให้เราเลือกใช้ตามสะดวก เยอะมาก ถ้าเราเรียนรู้ดีๆจะเป็นประโยชน์ในการทำเวิร์กชีตในการทำบัญชีหรือรายการคำนวน มาก บางทีอาจมีเยอะจนคนรู้จักไม่หมด ไม่เคยใช้เลยทีเดียว ถ้าใครสนใจก็ศึกษาด้านนี้ ผมเห็นว่าเดี๋ยวนี้มีหนังสือรวมสูตรเอ็กเซลดีๆ ออกมาขายหลายเล่มแล้ว ลองเดินหาตามร้านซีเอ็ดดูก็มีครับ

แต่ว่าบางที...มันก็ไม่มีสูตรที่เราก็ต้องการก็มีนะ!   หรือว่าเราอยากจะสร้างสูตรที่มีความซับซ้อนมากๆเพื่อลดขั้นตอนในการทำงานของเราเองได้ ...งานนี้ก็จำเป็นจะต้องเขียนมันขึ้นมาเอง...VBA ช่วยท่านได้...

ยกตัวอย่าง เช่น เราอยากจะมีสูตรที่ใช้คำนวนหาพื้นที่วงกลม โดยที่เราป้อนค่ารัศมีของวงกลมเข้าไปได้
โดยทั่วไป ในเซล์ก็สามารถใส่สูตรแบบนี้ได้ แต่ตัวอย่างนี้ต้องการแสดงให้เห็นว่าถ้าเราต้องการทำงานแบบเดียวกันนี้โดยใช้คำสั่ง VBA จะได้ได้ยังไง มาลองดูกันครับ

สูตรสำหรับ หาพื้นที่วงกลม:    
เมื่อ r คือค่ารัศมีของวงกลม

เราสามารถใส่สูตรเพื่อหาค่าพื้นที่นี้ได้ในเซลได้โดยตรง เช่น ต้องการหาพื้นที่ของวงกลมที่มีรัศมีเท่ากับ 7 หน่วย เราก็ใส่สูตรในเซลล์เป็น  

=pi()*7^2

ก็จะได้คำตอบเป็น 154 
(หมายเหตุ: เอ็กเซลมีค่า ไพน์สำหรับให้เรียกใช้ได้เลยผ่านฟังก์ชัน pi()  โดยที่ไม่ต้องป้อนค่าไพน์โดยตรงเป็น 22/7 หรือ 3.14 ซึ่งทั้งสองค่านี้เป็นเพียงค่าโดยประมาณ สำหรับค่าไพน์ที่เอ็กเซลใช้นั้นจะเป็นตัวเลขที่มีความละเอียดระดับ Double Precision หรือทศนิยม 14  ตำแหน่ง โดยเซตไว้ที่ค่า 3.14159265358979 หากต้องการตรวจสอบดูว่าฟังก์ชัน pi() ให้ค่าเป็นเท่าไหร่ ก็ให้ลองใส่สูตรในเซลเป็น =pi() แล้วเคาะ Enter ก็จะได้ค่าเป็นตัวเลขออกมาเลย แล้วลองเพิ่มจำนวนทศนิยมของเซลนั้นให้มากที่สุดก็จะเห็นค่าในตำแหน่งทศนิยมอื่นๆ)

ทีนี้ลองมาหาพื้นที่วงกลมด้วยการเขียน VBA บ้าง

1. เปิดหน้าต่าง VBA ขึ้นมา (Alt+F11)
2. เพิ่ม module สำหรับเขียน VBA (เมนู Insert > Module)
3. เริ่มเขียน function ของเราเอง
4. ใช้งาน function

สำหรับการเริ่มเขียน function มีรูปแบบดังนี้
1. บรรทัดแรกของ function ให้ขึ้นต้นด้วยคำว่า function เว้นวรรคหนึ่งที แล้วตามด้วยชื่อฟังก์ชัน (ชื่อฟังก์ชันควรตั้งให้สอดคล้องกับการทำงานเพื่อให้สามารถจดจำได้ง่าย นอกจากนี้เราไม่สามารถตั้งชื่อฟังก์ชันที่ขึ้นต้นด้วยตัวเลขหรืออักขระพิเศษได้ และไม่สามารถเว้นวรรคได้ หากต้องการเว้นวรรค นิยมใช้เครื่องหมาย ขีด(ล่าง) หรือ underscore เพื่อเชือมคำให้ต่อกัน และชื่อของฟังก์ชันไม่ควรจะยาวเกินไป) หลังชื่อของฟังก์ชัน ให้เคาะ Enter 1 ที ก็จะปรากฏว่าหลังชื่อของฟังก์ชันจะมีวงเล็บ ( ) เกิดขึ้นเอง และจะมีบรรทัดจบของฟังก์ชันซึ่งเป็นบรรทัดสุดท้ายของฟังก์ชันปรากฏมาให้ด้วย
ตัวอย่าง เช่น
เมื่อพิมพ์คำว่า   

function circle_area  
แล้วเคาะ Enter ก็จะปรากฏเป็น

Function circle_area ( )

End Function


2. คำสั่งต่างๆของฟังก์ชันจะอยู่ระหว่างบรรทัดแรก และบรรทัดสุดท้ายนี้ครับ

3. ภายในวงเล็บหลังชื่อของฟังก์ชัน ให้กำหนดชื่อของตัวแปรที่จะส่งเข้ามาให้ฟังก์ชันคำนวนก่อนให้คำตอบออกไป ในที่นี้คือค่ารัศมีของวงกลมที่จำเป็นต้องใช้ในสูตรข้างต้น ถ้าฟังก์ชันต้องการมากกว่าหนึ่งตัวก็ให้คั่นแต่ละดัวด้วย เครื่องหมายจุลภาค (comma) ตัวอย่าง เช่น

Function abc (x)    
หรือ
Function abc (x, y)

นอกจากนี้ เรายังสามารถกำหนดชนิดของตัวแปรที่ส่งเข้ามาได้ด้วย เพื่อการทำงานของฟังก์ชันที่ถูกต้องมากขึ้น เช่น ให้เป็นจำนวนเต็ม (Integer) หรือ ให้เป็นจำนวนจริงหรือจำนวนที่มีทศนิยมได้ (Double) เช่น

Function abc (x As Integer)
หรือ
Function abc (x As Integer, y As Double)

และ เช่นเดียวกัน เราสามารถกำหนดชนิดของตัวแปรที่เป็นคำตอบของฟังก์ชันเราได้เช่นเดียวกัน เช่น

Function abc (x) As Double
หรือ
Function abc (x As Integer) As Double
หรือ
Function abc (x As Integer, y As Double) As Double

สำหรับการคำนวนของฟังก์ชันทั้งหมด สามารถทำได้ังนี้

Function cir_area (r As Double) As Double
   pi = 3.14159265358979          'กำหนดค่าให้กับไพน์ 
   cir_area = pi * r^2        'คำนวนพื้นที่ของวงกลม , เครื่องหมาย ^ คือการยกกำลัง
End Function

ข้อกำหนดอีกอย่างหนึ่งของการเขียนฟังก์ชันขึ้นมาใช้เอง คือจะต้องมีการกำหนดค่าให้ตัวแปรที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อของฟังก์ชัน เพื่อให้ VBA นำค่าของตัวแปรนั้นซึ่งเป็นคำตอบส่งค่าออกไปเมื่อมีการเรียกใช้ฟังก์ชั้นนั้น (ในตัวอย่างข้างบน บรรทัดที่สามมีการกำหนดค่าให้ตัวแปรที่ชื่อ cir_area ซึ่งต้องเป็นชื่อเดียวกับชื่อฟังก์ชัน โดยใช้สูตรที่มีค่ารัศมีและค่าไพน์ มาคำนวณ

ทีนี้ลองตรวจสอบค่าของพื้นที่วงกลมโดยใช้สูตรในเซลของเอ็กเซลเป็น

=cir_area(7)  

ค่าที่ส่งมาคือ 7 จะกลายเป็นค่ารัศมีในรหัสคำสั่ง ก็จะได้คำตอบที่ได้ออกมาเป็น  154  ซึ่งตรงกับการใส่สูตรโดยตรง แสดงว่าถูกต้อง

ตัวอย่างที่ 2  จงเขียนฟังก์ชันสำหรับการคำนวณพื้นที่สามเหลี่ยมโดยใช้ VBA

สูตรการหาพื้นที่สามเหลี่ยม:  
Function tri_area (b As Double, h As Double) As Double 
   tri_area = 0.5 * b * h        'คำนวนพื้นที่ของสามเหลี่ยม
End Function

ลองตรวจสอบค่าของฟังก์ชันโดยพิมพ์สูตรต่อไปนี้

=tri_area (2, 4)

ซึ่ง 2 ก็คือตัวแปรแรก และ 4 คือตัวแปรที่สองที่ส่งให้ฟังก์ชัน จะได้เป็น b=2 และ h=4 ตามลำดับ และก็จะได้คำตอบออกมาเป็น 4 ซึ่งถูกต้อง [  (1/2)*2*4 = 4 ]

ทีนี้ก็ save ไฟล์ไว้ใช้งานต่อไป ฟังก์ชันก์นี้ก็จะอยู่ในไฟล์นี้ตลอดไปหากไม่ลบออกก่อน save

หมายเหตุ:  ฟังก์ชันที่เราเขียนขึ้นมานี้จะอยู่ในไฟล์นี้เท่านั้น ถ้าเราเปิดไฟล์อื่นขึ้นมามันจะใช้ไม่ได้ เราจะต้องสร้างฟังก์ชันขึ้นมาใหม่ในไฟล์นั้น หรือ copy จากไฟล์ที่เรามีแล้วมาใช้งานก็ได้

Tip: 
  1. ในตอนเรียกใช้ฟังก์ชัน เราจะต้องใส่เครื่องหมายเท่ากับ ("=") ก่อนสูตรเสมอ
  2. เมื่อเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันไปแล้วส่วนหนึ่ง จะมีรายการฟังก์ชันที่ชื่อใกล้เคียงกันขึ้นมาให้เราเลือกใช้ ถ้าท่านมองเห็นชื่อของฟังก์ชันนั้น ก็ใช้มือขว่ากดปุ่มลูกศร ขึ้น-ลง ให้ตรงกับชื่อนั้น แล้วใช้มือซ้ายกดปุ่ม Tab ก็จะทำให้ชื่อฟังก์ชันสมบูรณ์เอง ประหยัดเวลาในการพิมพ์ชื่อ โดยเฉพาะกรณีชื่อฟังก์ชันยาวๆ และแก้ปัญหาพิมพ์ชื่อฟังก์ชันผิดด้วย
  3. ในการเรียกใช้ฟังก์ชันนั้น แทนที่เราจะใส่เป็นตัวเลขส่งไปยังฟังก์ชันโดยตรง เรายังสามารถลิงค์ค่าในเซลล์อื่นไปแทนได้ด้วยเหมือนสูตรที่มีมากับเอ็กเซลทั่วไป ซึ่งถ้าค่าในเซลล์ที่ลิงค์มาเปลี่ยนค่า ค่าในเซลล์ที่ใช้สูตรที่เราเขียนก็จะเปลี่ยนค่าตามการคำนวรในฟังก์ชันที่เขียนขึ้นเองอัตโนมัติ เพิ่มความสะดวกในการทำเวิร์กชีตยิ่งขึ้นไปอีก

โดยหลักการง่ายๆแบบนี้ เราสามารถประยุกต์ใก้กับฟังก์ชันที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้เพื้อให้การเขียนสูตรในเวิร์กชีตสั้นกระทัดรัดขึ้นได้

ขอให้สนุกกับ VBA  
:D

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การเก็บค่าจากเซล์ และการกำหนดค่าให้เซล โดย VBA

ห่างไปนานกับการเขียนบทความของ Thai Excel VBA Community นะครับ วันนี้พอมีเวลาบ้าง เลยกลับมาพร้อมกับบทความอีกเรื่องก็คือ การเก็บหรือดึงค่าจากเซล์ในเวิร์กชีต มาประมวลผลในโปรแกรม และการนำค่าไปใส่ไว้ในเซล์ของ เอกเซล ซึ่งทำโดยใช้ โค้ด VBA ล้วนๆนะครับ

ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะว่าเป็นส่วนที่ติดต่อระหว่างการทำงานที่มองเห็นด้วยตา(ผมหมายถึง ค่าต่างๆที่อยู่ในเซล์ ที่ผู้ใช้ทั่วไปจะสามารถเห็นได้) และการทำงานคำนวณหรือประมวลผมด้านหลังม่านที่อยู่ใน VBA

เริ่มต้นด้วยตัวอย่างคงจะทำให้เข้าใจง่ายกว่า...มาเร้ย
ตัวอย่างที่ 1 ผมมีข้อมูลเก็บไว้ในเวิร์กชีตที่ชื่อว่า "sarary" ซึ่งต่อไปจะเรียกเวิร์กชีตสั้นๆว่า ชีต แล้วกันนะครับ แล้วชีต "sarary" นี้ก็เป็นชีตลำดับที่ 2 ของไฟล์ (การไล่ลำดับชีตจะนับจากซ้ายสุดเป็น ชีตที่ 1 ไล่ไปทางขวาเพิ่มขึ้นทีละ 1) ดูตามรูปด้านล่างประกอบ
ในรูปแสดงให้เห็นว่าไฟล์มี 3 ชีต คือ report (ซ้ายมือสุด)  , sarary (ในวงกลมสีแดง) และ extra (ขวามือสุด)


ทีนี้ผมต้องการให้โปรแกรมมาเก็บหรือดึงค่าเงินโอทีของเดือน มีนาคม ซึ่งมีค่าเป็น 700 ถ้าดูตามรูปด้านบนค่านี้จะอยู่ในเซล D5 แล้วให้โปรแกรมนำค่าโอทีนี้ไปเก็บไว้ที่ตัวแปรที่ชื่อว่า OT ดังนั้นโปรแกรมจะใช้คำสั่งประมาณนี้ครับ


OT = Sheets("sarary").Cells(5,4).value    หรือ
OT = Sheets(2).Cells(5,4).value 


อธิบายคำสั่ง    การระบุตำแหน่งเซล์ ต้องบอกด้วยว่าเป็นเซล์ของชีตใหน เพราะว่าแต่ละชีตจะมีเซลเหมือนกันหมด ซึ่งถ้าไม่ระบุโปรแกรมก็จะไปเอาค่าของเซลที่เราต้องการจากชีตที่ถูกเปิดอยู่ในตอนนั้นมา (บางทีอาจเปิดชีตอื่นอยู่ ค่าที่เก็บมาก็จะผิด) จึงต้องระบุชีตให้ชัดเจน ซึ่งทำได้ด้วยคำสั่ง

Sheets("ชื่่อชีตที่ต้องการ") ในที่นี้ชื่อชีตที่ต้องการคือ sarary ดังนั้นใช้  Sheets("sarary") 

หรืออาจระบุชีตเป็นลำดับที่จากซ้ายก็ได้ดังเช่น

Sheets(ลำดับของชีตจากซ้ายสุด) ในที่นี้ชื่อชีตที่ต้องการคือ sarary อยู่ในลำดับที่ 2 จากซ้าสุด ดังนั้นใช้  Sheets(2) 

ข้อสังเกตุ 
1. หลังคำว่า Sheet จะมี s ด้วยนะ กลายเป็น Sheets
2. หากใช้ชื่อชีต ต้องมีเครื่องหมายคำพูดครอบชื่อชีตไว้ด้วย แต่ถ้าใช้ตัวเลขลำดับชีตไม่ต้องมีเครื่องหมายคำพูดครอบตัวเลข

หลังจากนั้นก็ระบุเซล์ที่ต้องการเก็บค่าต่อจาก Sheets("sarary")   หรือ Sheets(2)   ได้เลยโดยการคั่นด้วยจุด ( . )

การระบุตำแหน่งเซล์จะต้องบอกด้วย แถว และ คอลัมน์ เช่น เซลตำแหน่ง D5 นั้น จะอยู่แถวที่ 5 (นับ คือแถวบนสุด ไล่ลงมา) และอยู่คอลัมน์ที่ 4 (นับ 1 คอลัมน์ซ้ายสุด ไล่ไปทางขวา) ดังนั้นเราสามารถระบุตำแหน่งของเซล์ D5 ได้คือ

Cells(5,4)  แล้วก็เติม .value ต่อท้ายเข้าไปเพื่อเป็นการบอกถึงการเก็บค่าของเซล์

เมื่อนำไปต่อกับการระบุชีต จะกลายเป็น


Sheets("sarary").Cells(5,4). value      หรือ  Sheets(2).Cells(5,4).value 


เป็นอันเสร็จเรียบร้อยสำหรับการเก็บค่าจากเซล์ของชีตที่ต้องการ ถ้าต้องการเก็บไว้ในตัวแปร OT ก็เพียงกำหนดลงไปเลยว่า OT เท่ากับค่าที่เราเก็บมาดังนี้


OT = Sheets("sarary").Cells(5,4).value    หรือ
OT = Sheets(2).Cells(5,4).value 


โปรแกรมจริง ชื่อ read_cell
Sub read_cell()
    OT = Sheets("sarary").Cells(5,4).value
End Sub

ตรวจสอบการทำงานเก็บค่าจากเซล์ว่าถูกต้องหรือไม่ โดยเพิ่มคำสั่ง MsgBox เพื่อแสดงค่า OT ในรูปแบบของกล่องโต้ตอบออกมา โดยเพิ่มคำสั่งต่อท้ายเข้าไปหลังเก็บค่ามา (ดูบทความเกี่ยวกับ MsgBox ได้ที่ http://thaiexcelvba.blogspot.com/2012/01/msgbox-excel-vba.html)

Sub read_cell()
    OT = Sheets("sarary").Cells(5,4).value
    MsgBox(OT)
End Sub


เมื่อทดลอง รันโปรแกรม ก็จะมีกล่องข้อความ(จากคำสั่ง MsgBox) แสดงค่า OT ที่ไปเก็บมาดังรูปด้านล่าง ซึ่งแสดงค่า 700 ออกมา ....ถูกต้อง ^^



ส่วนการกำหนดค่าให้เซล์ ก็ไม่มีอะไรยากเลยครับ เพียงแต่สลับคำสั่งจากซ้ายเป็นขวา และขวาเป็นซ้าย ดังนี้

รูปแบบ

เซล์ที่ต้องการ = ค่าที่กำหนด 

เช่น Sheets("sarary").Cells(5.4).value = OT  เป็นต้น

ลองมาดูโปรแกรมที่มีทั้งการเก็บค่า และการกำหนดค่า ในเซล์


Sub read_cell()
   sarary =  Sheets("sarary").Cells(5,3).value   'เก็บค่าเงินเดือน ของมีนาคม จากเซล C5
   OT = Sheets("sarary").Cells(5,4).value        'เก็บโอที ของมีนาคม จากเซล D5
   allowance = Sheets("sarary").Cells(5,5).value        'เก็บเบี้ยเลี้ยง ของมีนาคม จากเซล E5    
   income = sarary + OT + allowance        'คำนวณค่ารายรับ = เงินเดือน + โอ ที +   เบี้ยเลี้ยง
   Sheets("sarary").Cells(5,6).value= income      'นำค่ารายรับที่ได้ไปเป็นไว้ในเซล F5
End Sub



เมื่อ รัน โปรแกรม (ปุ่ม F5) ก็จะได้ผลลัพธ์รายรับของเดือนมีนาคม เท่ากับ 25850 ไปเก็บไว้ที่เซล F5  ดังรูปด้านล่าง

ไม่ยากเลยไช่ไหมละครับ ลองไปประยุกต์ใช้นะครับ


ขอให้มีความสุขกับ VBA ทุกคนนะครับ ^^


ปล.สำหรับคนที่ยัไม่ได้ติดตามบทความของ Thai Excel VBA Community มาตั้งแต่ต้น สามารถศึกษาได้ตามลำดับ ...ตามนี้นะครับ



วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

รับข้อมูลจากผู้ใช้ด้วย Inputbox

กล่องโต้ตอบกับผู้ใช้อีกแบบหนึ่ง ที่สามารถรับข้อมูลจากผู้ใช้ได้ด้วย นั่นก็คือ Input Box ลักษณะของ Input Box นี้จะเป็นกล่องโต้ตอบที่มีข้อความเพื่อบอกให้ผู้ใช้ทำอะไร หรือใส่อะไรลงในช่อง และ ช่องสำหรับให้ผู้ใช้กรอกข้อมูล ลักษณะดังภาพข้างล่าง

ซึ่งในภาพจะเห็นว่า มีข้อความให้ผู้ใช้กรอกชื่อตนเองใส่เข้าไปในช่อง นอกจากนี้ก็ยังมีปุ่ม อยู่ 2 คือ OK และ Cancel เพื่อแสดงการตอบรับหรือปฏิเสธกล่องโต้ตอบนี้

รูปแบบ

     inputbox("ข้อความที่ต้องการแสดงออกทางกล่องโต้ตอบ")


ตัวอย่าง
    ผมต้องการให้ผู้ใช้กรอกชื่อตนเองลงในช่องรับข้อมูล แล้วกดปุ่ม OK ลงในโปรแกรมย่อย (sub)ที่ชื่อว่า request ที่มีหนึ่งคำสั่งคือ inputbox อยู่ภายใน Code ของโปรแกรมสามารเขียนได้ดังนี้


Sub request()
    InputBox ("Please type your name in the box below and then click OK.")
End Sub

เมื่อทำการทดสอบการทำงานของโปรแกรม โดยการกดปุ่ม F5 จะได้ผลลัพท์ดังนี้


ซึ่งจะเห็นว่าในกล่องโต้ตอบแบบ Input box นี้ จะมีการแสดงข้อความของเราออกมาและมีช่องรับข้อมูลให้มาด้วย  แต่โดยทั่วไปกล่องโต้ตอบแบบ Input Box นี้มักจะต้องเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลในช่องรับข้อมูลที่ผู้ใช้กรอกเข้ามาไปประมวลผลต่อ ดังนั้นเราจะต้องเขียน Code เพื่อเก็บค่าที่ผู้ใช้กรอกเข้ามาไว้ด้วย โดยจะเก็บค่าดังกล่าวไว้ในรูปของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง ตัวอย่างต่อไปนี้คือการนำค่าที่ผู้ใช้กรอกเข้ามาไปเก็บไว้ในตัวแปรที่ชื่อว่า UserName

Sub request()
    UserName = InputBox("Please type your name in the box below and then click OK.")
End Sub

แต่เพื่อต้องการตรวจสอบว่าตัวแปร UserName เก็บค่าที่ถูกต้องตามที่ผู้ใช้กรอกเข้ามาหรือไม่เราอาจทดสอบโดยการเพิ่มคำสั่งให้แสดงกล่องโต้ตอบที่มีข้อความเป็นค่าที่ผู้ใช้กรอกเข้ามาเพิ่มอีกหนึ่งคำสั่งดังนี้

Sub request()
    UserName = InputBox("Please type your name in the box below and then click OK.")
    MsgBox (UserName)
End Sub

เมื่อทำการทดสอบการทำงานของโปรแกรม โดยกดปุ่ม F5 แล้วป้อนคำว่า VBA เข้าไปในช่องรับข้อมูลแล้วกดปุ่ม OK จะพบว่ามีกล่องโต้ตอบแสดงข้อความ VBA ออกมา ซึ่งแสดงว่าตัวแปร UserName เก็บค่าที่เราป้อนเข้าไปถูกต้อง ผลลัพธ์ดังแสดงในภาพข้างล่าง




จะเห็นว่าการใช้งานกล่องโต้ตอบแบบ Input Box นั้นง่ายมาก 

ขอให้สนุกกับการใช้ Input Box นะครับ ^^

ก้าวแรก กับ VBA ใน เอกเซล

VBA หรือ Visual Basic for Application นั้น เป็นอีกส่วนที่เสริมมากับ เอกเซล เพื่อให้ผู้ใช้งานในการคำนวณขั้นสูงได้ปรับแต่งการทำงานของโปรแกรมได้ด้วยตัวเอง ผู้ใช้ที่จะเข้ามาใช้บริการในส่วนนี้ก็มักจะเป็นกลุ่มที่มีนิสัย ชอบปรับแต่งอะไรด้วยตัวเอง (customize) ผมเองก็เช่นกันที่เวลาติดตั้งโปรแกรมอะไรๆเสร็จก็มักจะต้องเข้าเครื่องมือ Tool แล้วตามด้วย option หรือ customize ...^^

นอกจากนี้หากคุณคิดจะใช้งาน VBA คุณจะต้องเป็นคนที่ชอบการเขียนโปรแกรมหรือมีความสามารถในการเขียนโปรแกรมอยู่บ้างแล้ว เช่นเกี่ยวกับคำสั่ง If  แบบต่างๆ  , การวน Loop เป็นต้น พื้นฐานการเขียนโปรแกรมก็มาจากภาษา VB หรือ Visual Basic ซึ่งมีการปรับแต่งการทำงานและคำสั่งต่างๆ ให้เข้ากับการทำงานต่างๆของ เอกเซล และ นอกจากเอกเซลแล้ว โปรแกรมในตระกูล MS Office ทุกตัวก็มี VBA ฝังอยู่ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก หรือแม้แต่โปรแกรมนอกค่าย Microsoft อย่าง AutoCAD ของค่าย AutoDesk ก็ยังมีส่วนเสริม VBA เช่นกัน เห็นไหมล่ะครับว่า VBA นั้นเป็นที่นิยมแค่ใหน

การใช้งาน VBA ในแต่ละโปรแกรมนั้นก็ถือว่าเป็นขั้น Advance แล้วนะครับ หุหุ  น้อยคนจริงๆที่จะเปิดเข้าไป แต่ว่ายังมี Advance ของ Advance อีกนั่นก็คือ เราสามารถเชื่อมโยงการทำงานของ โปรแกรมต่างๆที่มี VBA อยู่ให้ทำงานจากโปรแกรมตัวเดียวกันได้ ฟังแล้วน่าทึ่งใช่ใหม่ละครับ ไว้วันหลังผมจะมาเขียนเล่าถึงตรงนี้ให้อีกที (ถ้าลืมอย่าลืมทวงนะ ^^)

การเข้าใช้งาน VBA
สำหรับ เอกเซลแต่ละเวอร์ชันก็มีการปรับปรุงหน้าตา หรือเมนู ต่างกันไปทำให้บางทีแทบหากันไม่เจอเลยทีเดียว 555 แต่คีย์ลัดสำหรับเข้าใช้งานจะเหมือนกันทุกเวอร์ชันก็คือ
Alt + F11 (กดปุ่ม Alt พร้อมกับปุ่ม F11)

หน้าตาทั่วไป
 ตอนนี้เอกเซลที่ผมใช้คือ เวอร์ชัน 2007 ก็เลย capture หน้าต่าง VBA หลังจากกดปุ่ม (Alt + F11) มาให้ดู หน้าตาทั่วไปก็ประกอบด้วย แถบเมนูด้านบนสุด ถัดลงมาก็เป็น แถบเครื่องมือ ถัดลงมาทางด้านล่างซ้ายก็เป็นหน้าต่างเล็กๆสองอันนั่นก็คือ Project window และ Property window และที่เห็นในภาพสีเทาๆใหญ่ๆด้านล่างขวาก็คือ พื้นที่ทำงานซึ่งได้แก่การเขียน code หรือการสร้าง user form 





แถบเมนู





แถบเครื่องมือ






หากต้องการเริ่มเขียนโปรแกรม ภาษา VBA ก็ไปที่เมนู Insert แล้วเลือก Module ก็จะปรากฏหน้าต่างย่อยที่อยู่ในหน้าต่างรวมหรือ workspace ขึ้นมาอีกอันซึ่งเริ่มเขียนโปรแกรมได้

หรือหากต้องการสร้างกล่องโต้ตอบขึ้นมาใช้เอง ก็เลือก Insert > User form